Tuesday, March 20, 2007

Various RFID Standards and Frequencies

ขอสรุปเรื่อง RFID ที่อ่านมาหน่อย มาตรฐานหลักๆของ RFID ในปัจจุบันมีสองค่ายด้วยกันคือ ISO กับ EPCGlobal ทางฝั่ง ISO ก็จะมีมาตรฐาน Air Interface ในย่าน UHF คือ 18000-6A กับ 18000-6B ส่วนทางด้าน EPCGlobal ก็จะมีมาตรฐานออกมาสองรุ่น รุ่นแรกคือ EPCGlobal Gen 1 ซึ่งประกอบไปด้วย Class 0 กับ Class 1 Tag อีกรุ่นหนึ่งคือ EPCGlobal Gen 2 ซึ่งเตรียมไว้สำหรับ Class 1 ขึ้นไป แต่ตอนนี้ใช้กันหลักๆก็เห็นจะมีแต่เฉพาะ Class 1 เท่านั้น

ถ้าพูดกันถึงการจำแนกตาม Class ของ Tag ก็จะมีตั้งแต่ Class 0, Class 1, Class 2 ไปจนถึง Class 3 โดยจะแบ่งตามความสามารถในการเขียนข้อมูลลงไปบน Tag และเรื่อง passive/active ถ้า Class 0 ก็จะเป็น passive และเขียนไม่ได้ Tag ID ถูก fixed มาตั้งแต่โรงงาน พอเป็น Class 1 ก็ัยังคงเป็น passive อยู่ แต่จะ read/write ได้ ส่วน Class 2 ก็จะเป็น semi-passive คือตอนรับข้อมูลจาก Reader เป็นแบบ passive แต่พอจะส่งข้อมูลจะใช้ power จาก battery ช่วยในการส่ง สุดท้ายคือ Class 3 ก็จะเป็น active tag

Friday, March 16, 2007

RFID Singulation

นานแล้วเหมือนกันที่ผมได้อ่านมาตรฐาน EPCGen2 สำหรับ RFID tag แล้วจำได้ว่าตอนที่ผมอ่านเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการในการทำ Singulation ระหว่าง RFID Reader กับ tag นั้น ผมประทับใจกับความฉลาดของเทคโนโลยีนี้มาก ถ้าจะพูดง่ายๆสั้นๆว่า การทำ Singulation คืออะไร ก็คงต้องบอกว่า คือการที่ RFID Reader นั้นค่อยๆสั่งให้ tag แต่ละตัวหยุดสะท้อนสัญญาณกลับมาไปทีละตัวทีละตัวจนกระทั่งเหลือ tag ตัวเดียวที่พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ reader ซึ่งพอแลกเปลี่ยนข้อมูลเสร็จแล้วก็จะสั่งให้ tag ตัวนั้นหยุดส่งข้อมูลและค่อยให้ tag ตัวถัดไปเริ่มสะท้อนสัญญาณกลับและแลกเปลี่ยนข้อมูล



กระบวนการทำ Singulation นี้ค่อนข้างซับซ้อนแต่ถ้าเข้าใจแล้วสนุกมากครับ Reader จะส่งสัญญาณไปทีละ bit ไล่ไปตาม tree ของ tag id แล้วคอยฟังว่า tag ตัวไหนตอบกลับมาบ้าง ซึ่ง tag ก็จะดูว่า bit ที่ส่งสัญญาณมา match กับ id ของมัน so far หรือเปล่า รายละเอียดผมลืมไปเยอะแล้วเหมือนกัน คงต้องอ่านซ้ำอีกรอบเมื่อมีเวลาครับ แล้วจะกลับมาเขียน

Thursday, March 15, 2007

Solving Channel 3 UHF Problem

ปัญหาคือ mixer ของสมัยก่อนจะทำเป็นสองพอร์ต อันหนึ่งรับช่อง (3,5,7,9,11,itv) ที่มาจากเสาอากาศทั่วไป ซึ่งแต่ก่อนก็จะคลุมไปถึงย่าน UHF Channel 29 เท่านั้น ทีนี้พอช่อง 3 เปลี่ยนมาออกย่าน UHF โดยใช้ช่อง 32 (ในกรุงเทพฯ) ก็เลยมีปัญหารับไม่ได้เพราะไอ้เจ้า mixer นี่มันไม่ปล่อยผ่านนั่นเองครับ วิธีแก้ง่ายมาก ให้ถอดเอาสัญญาณ 3,5,7,9,11,itv ออกจาก mixer ครับแล้วซื้อ TaFn Mixer รุ่น VIB34 หรือรุ่นที่มีจุดตัดมากกว่า Channel 32 ก็ OK เสร็จแล้วก็เอาสายจากเสาอากาศทีวีมาเข้า mixer อันใหม่นี้แทน ในขณะที่สายจากเสาทีทีวีก็ยังผ่าน mixer อันเดิมที่มีไฟเลี้ยงไปที่ เสาทีทีวีอยู่แต่ให้เอา output มาใส่ที่ mixer ตัวใหม่นี้ เสร็จแล้วก็ค่อยต่อ output ไปเข้าทีวีต่อไป

Microwave Egg Poacher

This is the instruction for it. 90 seconds for soft yolks, 240 seconds for firmer yolks. Time may vary. To avoid popping sound, please break yolks before cook. Grease poacher with oil, margarine or butter. Add 1 teaspoon of water. Place 1 egg in each holder. Pierce white and yolk with toothpick before cook.

ความรู้เรื่องฝ้าเพดาน

ยกมาจากเวปของ Civil Engineering Service ( วิศวกรรมโยธาบริการ )
เป็น เวปที่ให้ความรู้ดีมากครับแนะนำเลยสำหรับใครที่ต้องดูแลสร้างบ้านหรือซ่อม แซมบ้าน ผมขอยกมาตรงนี้เพราะกลัวต่อไปเกิด link ไปไม่ได้ครับ

เรื่องของฝ้าเพดานควรพิจารณาให้สามารถเปิดซ่อมแซม สิ่งต่าง ๆ เหนือฝ้าได้โดยที่ฝ้าไม่เกิดความเสียหาย ท่านอาจพิจารณาตามข้อดีข้อเสีย และรูปแบบของฝ้าเพดานแบบต่าง ๆ ที่จะเรียนชี้แจงให้ท่านทราบ ณ.บัดนี้

1.ฝ้ายิบซั่ม โครงอลูมิเนียมทีบาร์ เรียบง่ายดี กันความร้อนพอได้ เปิดซ่อมแซมสิ่งของเหนือฝ้าได้ดี ซ่อมสายไฟ ซ่อมระดับฝ้าได้ สะดวกมาก ราคาถูกสุดด้วย แต่ถ้าเวลาฝนตกชื้นมาก ๆ แผ่นยิบซั่มโค้งงอบ้างเพราะความชื้น ฝ้าชนิดนี้จะมีรูอยู่หลาย ๆ จุด และบางครั้งตัดแผ่นเล็กกว่าช่องมีร่องมีรู จุดเหล่านี้ทำให้ฝุ่นทั้งหลายบนฝ้าจะทยอยร่วงลงมาให้เชยชมอยู่ตลอดเวลา หากฝ้าชนิดนี้อยู่ชายคาภายนอกอาคารแล้วล่ะท่านเอ๋ย แผ่นฝ้าของท่านอาจจะปลิวได้ หรืออาจเกิดการเผยอของแผ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อมันอาจจะนำมาซึ่งสัตว์ทั้งหลายเช่น นก หนู งู แมลงต่าง ๆ เป็นต้น เมื่อสัตว์เหล่านี้เข้าจากฝ้าภายนอกได้แล้ว มันก็เข้าบ้านเราได้ โดยที่ลอดตามรูฝ้าลงมานั่นแหละ น่ากลัวเหมือนกัน จำไว้ว่าถ้าสัตว์ต่าง ๆ เข้ามาบนฝ้าได้ มันก็ลงมาในห้องได้เช่นกัน ฝ้าชนิดนี้ขึ้นไปเดินไม่ได้นะ ทำได้แค่โผล่หัวขึ้นไปปฏิบัติงานเท่านั้นเอง เอาตัวขึ้นไปทั้งตัวไม่ได้ เพราะโครงสร้างบอบบางมากแค่รับแผงฝ้าไม่ให้ร่วงเท่านั้นเองครับ

2.ฝ้ายิบซั่มฉาบเรียบ โครงเหล็กชุบสังกะสี เป็นฝ้าชนิดเบา เรียบร้อย สวยงามกันความร้อนได้ดี มิดชิดดี ควรมีช่องเจาะไว้เป็นจุด ๆ พอที่จะโผล่ตัวขึ้นไปซ่อมแซมได้ ฝ้าชนิดนี้เอาตัวขึ้นไปทั้งตัวไม่ได้ รับน้ำหนักเฉพาะฝ้าเท่านั้น ฝ้าชนิดนี้ป้องกันสัตว์ทั้งหลายที่ผลัดหลงเข้ามาอยู่บนฝ้าเราไม่ให้ลงมาในห้องเราได้ ราคาสูงกว่าฝ้ายิบซั่มทีบาร์เล็กน้อยเอง ฝุ่นทั้งหลายที่อยู่บนฝ้าก็ไม่ค่อยจะมารบกวนดีมั้ยครับ แต่การซ่อมแซมสิ่งใด ๆ เหนือฝ้ากระทำได้ลำบาก และถ้าหลังคารั่วลงฝ้าล่ะก็ท่านเอ๋ย ฝ้าของท่านจะเป็นคราบ ขึ้นรา และพังในที่สุด ตอนนี้แหละงานช้างจริง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันมีอยู่บนฝ้ามาเนิ่นนาน แต่ไม่เคยมารบกวน ตอนนี้มันจะพรั่งพรูมากันโดยทั่วหน้าและโดยพร้อมเพรียงกันทีเดียว ดังนั้นต้องมั่นใจในหลังคา หรือมีผู้รับเหมาทำฝ้าอยู่ใกล้ ๆ บ้าน หรือท่านต้องหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึนกับฝ้าบ่อย ๆ ถ้าเริ่มเห็นมีคราบน้ำ หรือเห็นว่าเปียกชื้น ต้องรีบพิจารณาซ่อมหลังคาทันที มิฉะนั้นงานช้างจะมาหาท่าน

3.ฝ้ายิบซั่ม โครงไม้ 1.1/2" X 3" ระยะห่าง 0.60 ม. เป็นฝ้าชนิดหนัก จะฉาบเรียบ หรือตีเว้นร่องก็ได้ สวยทั้งนั้น กันความร้อนดี ฝ้าแข็งแรง ขึ้นไปซ่อมได้ทั้งตัว เดินบนโครงฝ้าได้ ค่าใช้จ่ายสูงกว่า ใช้เวลามากกว่าฝ้าในข้อ 1 และ 2 ส่วนข้อเสียอื่น ๆ ก็ คล้าย ๆ กับฝ้ายิบซั่มฉาบเรียบ ต้องหมั่นสังเกตการรั่วซึมให้ดีนะครับ

4.ฝ้าไม้อัด โครงไม้ 1.1/2" X 3" ระยะห่าง 0.60 ม. เป็นฝ้าชนิดหนัก ตีเว้นร่องได้สวย กันความร้อนไม่ค่อยดี แพงกว่า ยิบซั่ม ขึ้นไปซ่อมได้ทั้งตัว เดินบนโครงฝ้าได้ ค่าใช้จ่ายสูงกว่าวัสดุยิบซั่ม ใช้เวลามากกว่าฝ้าในข้อ 1 และ 2 การรั่วซึมของหลังคาไม้อัดจะทนน้ำได้นานกว่ายิบซั่ม อาจจะออกอาการบวมขึ้นมา ตามแต่ปริมาณน้ำที่มาอุดหนุน แต่ยิบซั่มทนไฟ ทนปลวกได้นานกว่าไม้ นะครับ

5. ฝ้ากระเบื้องแผ่นเรียบ 4 มม. โครงไม้ 1.1/2" X 3" ระยะห่าง 0.60 ม. เป็นฝ้าชนิดหนัก ตีเว้นร่องได้สวย กันความร้อนได้ปานกลาง ขึ้นไปซ่อมได้ทั้งตัว เดินบนโครงฝ้าได้ ราคาถูกกว่าวัสดุยิบซั่ม ทนน้ำ ทนปลวก ทนไฟ ใช้เวลาในการทำพอ ๆ กันกับฝ้าในข้อ 3 และ ข้อ 4 แข็งเปราะแตกง่าย แต่ส่วนมากจะนิยมใช้ เป็นฝ้าที่ห้องครัว ฝ้าที่โรงจอดรถ และฝ้าชายคาภายนอกอาคารทั้งหลาย ไม่นิยมไว้ในห้องนอน ห้องโถง ห้องทำงาน เป็นต้น ก็คงเพียงพอสำหรับงานฝ้าภายในอาคาร สำหรับงานโดยทั่ว ๆ ไป ที่ไม่พิศดาร

Audio & Video Web Sites

9sat.com มีทุกอย่าง
chaisat.com ราคาถูก
yantech.com ซ่อมเครื่องและ splitter card แต่ตอนนี้ไม่รู้ web เป็นอะไร
http://www.nics-sat.com มีความรู้น่าสนใจเยอะ
http://www.klongtom.com/wb-list.asp community ของช่างมีความรู้เรื่องการแก้ปัญหาดี
http://www.nics-sat.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=339892&Ntype=777 วิธีการติดตั้ง duo thaicom+nss6

สายและ connector http://www.avbestbuy.com

Retuning IRD5000

บางทีเวลาถอดปลั๊กหรือถอดสายสัญญาณแล้วเสียบใหม่จะหาสัญญาณไม่เจอให้แก้ตามวิธีข้างล่าง

1. ตั้งที่ช่อง1 แล้วเข้าmenuไปตั้งความถี่ 12272H sr30000 Fec2/3
2. เข้าเมนูค้นหาสัญญาณตามค่าที่กำหนดเพื่อให้เครื่องจำคลื่นเริ่มต้นในการบูตตามที่เราตั้ง
3. เมื่อบูตเสร็จให้ปิดเครื่อง แล้วถอดสายนำสัญญาณที่ต่อกับเครื่องรับดาวเทียมออก เสียบปลั๊กใหม่
แล้วเข้าMenu 3 1 1 3 select เพื่อรีเซตการเรียงช่อง จะขึ้นคำว่าช่องการที่มีการเปลี่ยนแปลง ให้ค้างเมนูนี้ไว้ ไม่ต้องกด exit หรือmenuใดๆ
4. ต่อสายจากดาวเทียมเข้าไปใหม่แล้วไม่ต้องทำอะไร ให้รอหน้าจอLCDที่เครื่องรับโชว์ไฟสแตนบาย (1ขีด) ประมาณ1นาที แล้วถอดปลั๊กไฟออก ( ถ้าไม่ขึ้นหน้าจอสแตนบายให้ย้อนกลับไปทำขั้นตอนที่ 3 อีกครั้ง )
5.เสียบปลั๊กไฟใหม่ รอจนเครื่องบูตเสร็จ ก็เป็นอันเสร็จครับ

ข้อความจากคุณพัดลุงที่น่าจะ work
1. เข้าไปตั้งความถี่ 12272H sr30000 Fec2/3
2. เข้าเมนูค้นหาสัญญาณตามค่าที่กำหนดเพื่อให้เครื่องจำคลื่นเริ่มต้นในการบูตตามที่เราตั้ง
3. เมื่อบูตเสร็จให้ปิดเครื่อง แล้วถอดสายนำสัญญาณที่ต่อกับดาวเทียมออก เสียบปลั๊กใหม่ แล้วเข้า Menu 3 1 1 3 select เพื่อรีเซตการเรียงช่อง จะขึ้นคำว่าช่องการที่มีการเปลี่ยนแปลง ให้ค้างเมนูนี้ไว้ ไม่ต้องกด exit หรือmenuใดๆ
4. ต่อสายจากดาวเทียมเข้าไปใหม่แล้วไม่ต้องทำอะไร ให้รอจนเครื่องปิดเองอัตโนมัติ(ใช้เวลามากกว่า 5 นาที) และจะพบว่าหน้าจอเครื่องรับจะไม่มีอะไรขึ้นเลยเสมือนไม่ได้เสียบปลั๊ก
5.ถอดปลั๊กไฟดาวเทียมออก แล้วเสียบใหม่ รอจนเครื่องบูตเสร็จ ก็เป็นอันเสร็จครับ

Subscribe UBC Package with Free TV Card

เบอร์สมาชิก 11198006 (ย้อน) วิธีการง่ายมากคือจะเลือก package ไหนก็โอนเงินค่ารายเดือนหรือรายปี บวกกับค่าเปิดสัญญาณ 145.52 บาท โดยถ้าเป็นตู้ ATM กสิกร ให้กดจ่ายเงิน รหัสบริษัทเท่ากับ 09209 ใส่รหัสลูกค้าเข้าไป จ่ายจำนวนเงิน เสร็จแล้วพอได้ สลิปก็ให้ fax ไปที่ 026159839 ต่อ 1020 ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
ค่าบริการรายเดือน
จุดแรก
(ราคา)
จุดที่ 2 และจุดถัดไป
(ราคา ต่อ จุด)
ทรูวิชั่นส์ แพลทินัม แพ็คเกจ 2,000 282.48
ทรูวิชั่นส์ โกลด์ แพ็คเกจ 1,412.97 282.48
ทรูวิชั่นส์ ซิลเวอร์ แพ็คเกจ 750 282.48

เช่น ถ้า สมัคร gold package ก็จ่ายต่อเดือนเท่ากับ 1412.97+145.52 = 1558.49 ถ้าจะจ่ายรายปีเพื่อให้แถมหนึ่งเดือน ก็จ่ายเท่ากับ 1412.97*12+145.52 = 17101.16 บาท
ถ้าสมัคร silver package แบบรายปี ก็ 750*12+145.52 = 9145.52 บาทครับ

Wednesday, March 14, 2007

VC Connection Setup Using ASON

ASON หรือ Automatically Switched Optical Network กำลังเป็นที่พูดถึงกันมากในวงการ Telecom ที่เกี่ยวกับ SDH หรือ DWDM Transmission ถ้าพูดกันง่ายๆสั้นๆ ASON ก็คือความสามารถที่จะ setup connection ในโครงข่าย SDH โดยใช้ signaling คุยกันระหว่างอุปกรณ์ SDH ในโครงข่ายเองโดยไม่ต้องมีการ setup อย่างที่คุ้นเคยกันผ่านทางระบบบริหารโครงข่ายหรือ NMS เปรียบเสมือนกับเวลาเราโทรศัพท์ วงจรคู่สายจะถูก setup ผ่านชุมสายแต่ละที่โดยใช้ signaling คุยกัน พอคุยเสร็จก็คือวงจรคู่สายกลับไปให้คนอื่นใช้ต่อ ซึ่งเมื่อโครงข่ายมีความสามารถในลักษณะนี้ก็จะทำให้ผู้ให้บริการสามารถให้บริการที่หลากหลายได้ และทำ bandwidth on demand ได้ ในการ setup connection เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้ใช้ criteria อะไรบ้างเช่น อาจจะใช้ว่า ผ่านจำนวน node น้อยที่สุด ผ่านเส้นทางเป็นระยะทางน้อยที่สุด หรือผ่านเส้นทางที่มี capacity ที่ว่างมากที่สุด



เทคโนโลยีที่นำมาใช้ทำ ASON ก็ประกอบไปด้วยเรื่องของการทำ routing เพื่อให้อุปกรณ์แต่ละตัวรู้ topology และสภาพ traffic ในโครงข่ายว่า congest ตรงไหนบ้าง Protocol ที่ใช้เพื่อการนี้ก็คือ OSPF-TE (Traffic Engineering) เทคโนโลยีอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของ signaling เพื่อให้อุปกรณ์แต่ละตัวส่ง message คุยกันเวลาที่จะต้องจองวงจรและ setup connection Protocol ที่ใช้ก็ได้แก่ RSVP-TE เทคโนโลยีส่วนสุดท้ายที่สำคัญก็คือ Link Management Protocol ที่มีหน้าที่จัดการข้อมูลของ local link ที่ต่ออยูกับ node แต่ละ node เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ก็เรียกรวมๆกันว่า GMPLS ครับ เพราะยืมเทคโนโลยีส่วนใหญ่มาจาก MPLS เพียงแต่เอามา Generalized ให้มันใช้ได้กับ domain อื่นๆ ด้วย คือ TDM Domain, Wavelength Domain และ Fiber Domain สำหรับ Fiber Domain ก็จะเห็นกันชัดเจนมากขึ้นเมื่อไรก็ตามที่มีอุปกรณ์ประเภท Optical Cross Connection ออกมาใช้งานกันอย่างแท้จริงครับคงเอาสั้นๆแค่นี้พอครับ

Friday, March 2, 2007

Automatic Level Control in DWDM Network

ผมได้มีโอกาสทดสอบอุปกรณ์ DWDM ของผู้ผลิตชั้นนำยี่ห้อหนึ่ง ได้ความรู้มามากมายครับ วันนี้ขอเขียนขยายความเกี่ยวกับเรื่องของ ALC หรือ Automatic Level Control ครับ จริงๆแล้วในโครงข่าย DWDM นั้นอุปกรณ์ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากก็คือเจ้า Optical Amplifier ซึ่งข้างในก็มักจะเป็น EDFA หรือ Erbium Doped Fiber Amplifier ซึ่งไอ้เจ้า EDFA นี่แหละครับที่ทำให้เทคโนโลยี DWDM นั้นมีค่าใช้จ่ายถูกลงอย่างมากและมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในทาง commercial ทำไมถึงพูดอย่างนี้ ขยายความหน่อยก็คือ ก่อนหน้า EDFA นั้น เวลาที่เรา multiplex แสงหลายๆความยาวคลื่ีนแล้วส่งไปในไฟเบอร์เป็นระยะทางไกลๆนั้นพอถึงระดับหนึ่งแสงมีกำลังอ่อนลง วิธีการเดียวที่เราจะให้มันไปต่อได้ก็คือ demultiplex มันลงมันแล้วก็ทำการ regen ใหม่ครับ เพราะตอนนั้นเรายังไม่มี EDFA ซึ่งจะเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายที่สูงมากในการทำแบบนี้ แต่พอมี EDFA แล้วเราสามารถที่จะขยายแสงทุกความยาวคลื่นได้พร้อมๆกันทีเดียวเลยโดยไม่ต้องทำการ demultiplex ก่อนซึ่งจะเห็นว่าลดค่าใช้จ่ายไปมากและทำให้ make sense ที่จะนำเทคโนโลยี DWDM มาใช้ในทาง commercial ได้จริง เราเลยมักจะพูดกันว่าเทคโนโลยี EDFA ทำให้ DWDM เกิด


ทีนี้ไอ้เจ้า EDFA ซึ่งทำหน้าที่เป็น Optical Amplifier นี้มันก็มีคุณสมบัติหลายเรื่องด้วยกันที่จะพูดถึง เช่น AGC (Gain Control), APC (Power Control) และ ALC (Level Control) AGC ก็คือการที่ amplifier รักษาระดับของ Gain สำหรับ wavelength แต่ละ wavelength ให้คงที่ไม่ว่าจะมีจำนวน wavelengths ขา input เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนก็ตาม สังเกตนะครับว่าเราพูดกันถึง Gain ที่คงที่นะครับ ไม่ใช่ค่า absolute output power ของแต่ละ wavelength เพราะฉะนั้นถ้าค่า input power ของ wavelength เปลี่ยนแปลงไป ค่า output power ก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยถูกไหมครับเพราะ Gain คงที่ ดั้งนั้นถ้าเราต้องการให้ค่า output power ของแต่ละ wavelength มีค่าคงที่ด้วยถึงแม้ว่าค่า input power ของแต่ละ wavelength เปลี่ยนไปเนื่องจาก loss ของ fiber เปลี่ยนไปหรือมีจุด splice เพิ่มขึ้น เราก็จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ALC นั่นเอง

สรุปแล้ว Amplifier ก็ควรจะมีความสามารถทั้งสองอย่างครับคือ AGC และ ALC โดย AGC ก็จะเป็น mode ปกติที่ amplifier จะทำงานอยู่ตลอดในภาวะที่ span loss มีค่าคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และจะคอยรักษา gain ให้คงที่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มลดจำนวน wavelength เท่ีาไรก็ตาม แต่พอค่า span loss มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งของยี่ห้อที่ผมทำการทดสอบนั้นมันจะฉลาดพอที่จะมีการคุยกันระหว่าง amplifier แต่ละตัวใน network เพื่อคอยตรวจสอบว่าค่า span loss ของ span ที่อยู่ระหว่างมันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ซึ่งพอมีการเปลี่ยนแปลงมันก็จะเริ่มกระบวนการทำ ALC เพื่อรักษาระดับ output power ให้คงที่ไม่เปลี่ยนไปตามค่า input power ที่ลดลงนั่นเอง หรือพูดง่ายๆก็คือ gain ของ amplifier ตัวนั้นๆก็จะถูกเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ พอเสร็จเรียบร้อยมันก็กลับไปสู่ mode ของ AGC ต่อไปครับ พอแค่นี้ก่อนแล้วกันครับ ยาวมากแล้ว

ข้อมูลที่ค่อนข้างมีประโยชน์ครับ
Information on Patent
http://www.patentstorm.us/patents/6392769-description.html