Fiberlane Cerent Siara Cyras – History
August 21st, 2010
![cerent-siara[1]](http://www.greatnote.com/blog/wp-content/uploads/2010/08/cerent-siara1.jpg)
![logo[1]](http://www.greatnote.com/blog/wp-content/uploads/2010/08/logo1.gif)
![]()
![]()
![Redback1[1]](http://www.greatnote.com/blog/wp-content/uploads/2010/08/Redback11.jpg)
พอดีเคยเข้าไปทำงานกับหนึ่งในบริษัทข้างต้นซึ่งโดยรวมแล้วมีประวัติที่น่าสนใจต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันเลยจดประวัติไว้หน่อย เริ่มจากบริษัท Fiberlane Communications ที่ก่อตั้งโดย Raj Singh, Ajaib Bhadare และ Vinod Khosla ประมาณปี 1995 ทำ products ทางด้าน optical platform ที่เป็นจุดกำเนิดสำคัญของอุปกรณ์ optical platform หลายยี่ห้อในปัจจุบันซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
บริษัท Fiberlane ตั้งมาได้สองปี ก็เริ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในแนวทางการพัฒนา products โดยมีการแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกจะมุ่งเน้นไปทาง voice ในขณะที่กลุ่มที่สองมุ่งเน้นไปทาง data ในที่สุดในปี 1997 ก็มีการ split ออกเป็นสองบริษัท ได้แก่ บริษัท Cerent และ บริษัท Siara ในขณะที่มีกลุ่มย่อยๆใน Fiberlane แยกออกมาตั้งอีกบริษัทหนึ่งคือบริษัท Cyras ต่อมาในปี 1999 Cisco ก็ซื้อบริษัท Cerent ด้วยมูลค่า 8 พันล้านเหรียญ และก็เอา Cerent 454 ไปพัฒนาต่อเป็น ONS 15454 ซึ่งเป็น MSPP ตัวหลักของทาง Cisco ต่อมา สามเดือนต่อมาในปีเดียวกันหลังจาก Cisco ซื้อ Cerent ทาง Redback ซึ่งตอนนั้นทำแต่ทางด้าน Subscriber Management System ก็ซื้อ Siara ที่มูลค่า 4.3 พันล้านเหรียญ และเริ่มวางแผนจะทำตลาดทางด้าน Optical Platform เช่นกัน โดยตั้งชื่อ Family ใหม่นี้ว่า Smartedge ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็น MSPP ที่ฉลาดมากเมื่อเทียบกับ traditional SDH/DWDM ของยี่ห้อใหญ่ที่มีอยู่ในตอนนั้น ที่รู้เพราะได้มีโอกาสเข้าไปร่วมทำตลาดให้ Smartedge ในช่วงนั้นด้วย ส่วนกลุ่มที่ไปตั้งบริษัท Cyras สุดท้ายก็ถูกบริษัท Ciena ซื้อไปด้วยมูลค่า 2.6 พันล้านเหรียญ สรุปแล้วว่ากันว่า การ split ของ Fiberlane และการขายต่อของบริษัทต่างๆทำให้มีคนเป็น millionaire ไปไม่ต่ำกว่า 200 คน กลุ่มคนที่เคยทำที่ Fiberlane ยังได้ออกไปมีส่วนร่วมในการก่อตั้งบริษัททางด้าน Optical Platforms อีกมากมายเช่น Calix Networks, Kromos Technology, Cratos Networks, Optovation, iNara Networks เป็นต้น
สำหรับ Cisco นั้น ผมติดตามด้วยความสนใจว่าจะบุกตลาด Optical ได้มากแค่ไหน ใจก็แอบเชียร์อยู่เพราะจากที่ได้สัมผัส ONS15454 ก็ยอมรับว่าตัว product เองนั้นดีจริงๆ (จริงๆก็มาจาก platform ที่เริ่มจาก Fiberlane เหมือนกัน) นอกจาก Cerent แล้ว ต่อมา Cisco ก็ซื้อ Monterey และ Pirelli System มาอีก โดย product Monterey นั้น Cisco เลิกไปในปี 2001 ส่วน product ของ Pirelli ก็กลายมาเป็นรุ่น ONS 15808 ของ Cisco แต่ก็ถูกเลิกไปในปี 2005 ล่าสุดเพิ่งเห็นข่าวว่า Cisco ไปซื้อ บริษัท CoreOptics ด้วยมูลค่า 99 ล้านเหรียญ ก็ต้องคอยติดตามว่า Cisco จะเดินไปอย่างไรในตลาดของ Optical Platform นี้
WSS Component for ROADM
June 4th, 2010
ส่วนประกอบที่สำคัญของ ROADM ก็คือ WSS (Wavelength Selective Switching) ซึ่งเพิ่มความ Flexible ในการจัดการกับ wavelengths มากกว่า WB (Wavelength Blocker) แบบเดิมๆ WSS Component ค่อยๆเปลี่ยนมารองรับ spacing ที่ 50 GHz เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่เป็น 100 GHz ผู้ผลิต WSS Component รายใหญ่ก็คือ JDSU คู่แข่งที่สำคัญก็คือ Finisar, Capella และ CoAdna โดยเฉพาะ Finisar กำลังมาแรงมากครับในตลาดของ 50 GHz

Jitter and Wander
May 10th, 2010
เคยเขียนไว้หลายปีมาแล้วแต่ยังไม่เคยเอามาเก็บใน Blog
….ความหมายของ Jitter และ Wander นั้นมักจะถูกลืมบ่อยผมจึงขอนำมาสรุปไว้ในที่นี้ จริงๆแล้วคำว่า jitter ตามศัพท์ภาษาอังกฤษนั้นจะแปลว่าอาการประหม่าลุกรี้ลุกรนหรือแกว่งส่วนคำว่า Wander นั้นก็จะแปลว่าเร่ร่อนไปเรื่อยไม่มีจุดหมายซึ่งเดี๋ยวเราก็จะเห็นว่าเป็นความหมายที่ไม่เลวเหมือนกันเมื่อเทียบกับปรากฏการณ์ในทาง SDH ที่เรานำมาใช้ ก่อนอื่นผมอยากเทียบในลักษณะอุปมาอุปไมยเสียก่อนเพื่อให้ง่ายต่อการจำ สมมติว่าเรานัดสาวหรือหนุ่มเจอกันทุกวันในตอนเย็นเวลาหกโมงแล้วเขามาหกโมงสิบห้าทุกทีไปผมถือว่าคุณโชคดีแล้วนะครับคือถึงแม้ว่าเขามี delay แต่เขาก็ไม่มี jitter คุณสามารถคาดการประมาณเวลาได้ แต่ถ้าคุณเธอมาหกโมงสิบห้าบ้าง หกโมงครึ่งบ้าง ห้าโมงห้าสิบบ้าง เอาแน่ไม่ได้นั่นแสดงว่าแฟนคุณมี jitter ครับ และถ้าเขามา หกโมงตรงในวันแรก หกโมงหนึ่งนาทีในวันที่สอง หกโมงสองนาทีในวันที่สาม หกโมงสามนาทีในวันที่สี่ เพิ่มขึ้นทีละนิด ก็จะเรียกได้ว่าเขามี wander ซึ่งจริงๆแล้วก็คือปรากฏการ์ณเดียวกันนั่นแหละครับเพียงแต่ว่าแกว่งน้อยแกว่งมากนั่นเอง
ทีนี้มาดู jitter กับ wander ของสัญญาณไฟฟ้ากัน jitter และ wander นั้นโดยทั่วไปก็จะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นสัญญาณรบกวน การเสื่อมคุณภาพของ clock ที่ใช้ กระบวนการ mapping signal ของ SDH และ กระบวนการปรับ pointer ใน SDH รูปด้านล่างนี้แสดงถึงปรากฏการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี แต่อาจจะต้องพิจารณาละเอียดนิดหนึ่ง

แถวบนสุดจะเป็นสัญญาณที่ไม่มี jitter แถวกลางจะเป็นสัญญาณที่มี jitter อยู่ซึ่งจะเห็นว่าเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าเมื่อเทียบกับแถวบน ส่วนแถวล่างสุดจะเป็นการเอาระยะเวลาที่แถวกลางเบี่ยงเบนไปจากสัญญาณในแถวบนมา plot เทียบกับเวลาและไอ้เจ้ากราฟตัวนี้เองแหละครับที่มักจะเรียกกันว่ากราฟของสัญญาณ jitter ถ้าความถี่ของสัญญาณ jitter นี้มีค่าต่ำกว่า 10 Hz ไอ้เจ้าสัญญาณนี้ก็จะถูกเรียกว่า wander แทน แค่นี้เองครับเรื่องของ jitter และ wander
ทีนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมก็คือหน่วยของขนาดของ jitter กับ wander นั้นต่างกัน โดย jitter นั้นจะใช้หน่วยในลักษณะสัมพัทธ์(relative) กับระยะเวลา 1 รอบของสัญญาณปกติ เช่นในสัญญาณแถวบนมีช่วงเวลาแต่ละ period หรือแต่ละ pulse เป็น 10ms เราก็จะเรียก 10ms นี้ว่า 1 UI ซึ่งย่อมาจาก Unit Interval จากนั้นขนาดของสัญญาณ jitter นี้ก็จะเทียบกับหน่วย UI นี้เช่นถ้าสัญญาณที่มี jitter อยู่มาช้าไปกว่าที่ควรจะเป็นไป 1ms ก็จะถือว่าสัญญาณ jitter มีขนาดเท่ากับ 0.1UI ดังนั้นจะเห็นว่าขนาดของสัญญาณ jitter นั้นไม่ขึ้นกับอัตราความเร็วของระสัญญาณเนื่องจากเราเทียบกับช่วงเวลาหนึ่งคาบของแต่ละระดับสัญญาณเอง ก็เหมือนกับว่าถ้าเรานัดเจอกันวันพุธแล้วมาสายไปครึ่งวัน กับเรานัดเจอตอน 12 โมงแล้วมาสายไปครึ่งชั่วโมงก็จะมีค่า jitter ที่เท่ากันคือ 0.5UI นั่นเองครับ ส่วนหน่วยของ wander นั้นคงจะมาใช้แบบ jitter ลำบากเพราะว่ามีค่าน้อยมาก ดังนั้นมาตรฐานก็เลยกำหนดว่าให้ใช้เป็นค่า absolute ในหน่วยของ ns แทน
ในการทำงานทั่วไปกับอุปกรณ์นั้นเรามักจะวัดค่า Jitter กันอยู่สามประเภทด้วยกันคือ Output Jitter, Jitter Tolerance และ Jitter Transfer การวัด Output Jitter นั้นจริงๆแล้วมีอยู่สองส่วนคือการวัด Output Jitter จาก port ของอุปกรณ์กับการวัด Output Jitter จาก Interface ที่มาจาก Network ซึ่งมาตรฐานที่มากำหนดก็จะต่างกันด้วยนะครับ วิธีการวัด Output Jitter ก็ทำตามรูปด้านล่างนี้ครับ โดยอันบนเป็นการวัด Jitter ที่เกิดจากอุปกรณ์ ส่วนด้านล่างเป็นการวัด Jitter ของ interface ฝั่ง network สังเกตว่าเราแค่วัด output ของอุปกรณ์เท่านั้นส่วนขา Tx ของเครื่องมือวัดอาจต่อเข้ากับ Rx ของอุปกรณ์หรือ network เพื่อไม่ให้มี Alarm เท่านั้น เครื่องมือวัดจะเอาสัญญาณที่กำลังจะวัดไป generate สัญญาณที่ไม่มี jitter ได้เองเพื่อเอามาเปรียบเทียบกับสัญญาณที่จะวัดอีกทีหนึ่ง

การวัด Jitter อีกประเภทก็คือการวัด Jitter Tolerance ซึ่งก็จะเป็นการวัดว่าอุปกรณ์สามารถทนต่อสัญญาณที่มี jitter ได้มากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะมี error เกิดขึ้นโดยจะมีการ setup ดังรูปด้านล่างนี้

ซึ่งวิธีการก็คือยิงสัญญาณที่มี jitter ที่ความถี่ต่างๆเข้าไปที่ port Rx แล้วทำการ loop สัญญาณกลับแล้ววัด BER ที่ port Tx ของอุปกรณ์ จากนั้นค่อยๆเพิ่มขนาดของ jitter ที่ความถี่ต่างๆขึ้นจนกระทั่งเกิด error ขึ้นก็จะได้ค่า maximum jitter torelance
การวัด jitter ประเภทสุดท้ายที่ผมขอพูดถึงก็คือการวัด Jitter Transfer Function โดยจะเป็นการวัดว่าอุปกรณ์แต่ละอุปกรณ์นั้นมีการขยายหรือลดทอน jitter อย่างไรโดยมีขั้นตอนในการวัดเป็นดังรูปด้านล่าง

โดยเครื่องมือวัดจะยิงสัญญาณที่มี jitter ขนาดสูงๆแต่ยังไม่เกินค่า tolerance ของอุปกรณ์เข้าไป แล้วทำการวัด Jitter ของสัญญาณขาออกอีกฝั่งหนึ่งโดยเครื่องมือวัดก็จะยิง jitter ที่ความถี่ต่างๆกันเพื่อวัดเป็นค่า Transfer Function ออกมา
ก็คงจะครบถ้วนแล้วนะครับสำหรับเรื่องของ jitter ส่วนการวัด wander นั้นค่อนข้างยุ่งยากต้องใช้เวลาและต้องใช้ clock ที่มีคุณภาพสูงมากๆมาเป็นตัวเปรียบเทียบจึงไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ ถึงตรงนี้ทุกคนก็คงจะทราบแล้วว่า delay, jitter และ wander ต่างกันอย่างไร สวัสดีครับ
FTTX Quick Summary
April 5th, 2010

ทั่วไป
FTTx เทคโนโลยีคือการส่งข้อมูลผ่านสายไฟเบอร์ไปยังปลายทางที่อาจเป็น Node, Curb, Building หรือ Home ซึ่งมักจะเรียกกันว่า FTTN, FTTC, FTTB และ FTTH ตามลำดับ ทั้งนี้ เทคโนโลยี FTTx ยังสามารถแบ่งได้เป็นสองลักษณะ คือ P2P (Point-to-Point) และ P2MP (Point-to-Multipoint) ซึ่ง ลักษณะของ Point to Multipoint นี้เอง ที่ใช้เทคโนโลยี PON ที่เรียกกันทั่วไปซึ่งย่อมาจาก Passive Optical Network ส่วนประกอบของ PON Network จะประกอบไปด้วย OLT, Splitter และ ONU
กลไกที่สำคัญ
กลไกที่สำคัญใน PON ได้แก่ กระบวนการ Ranging, กระบวนการทำ Dynamic Bandwidth Allocation และกระบวนการทางด้าน security โดยกลไกทางด้าน Ranging คือกระบวนการในการวัดระยะเวลาในการส่งข้อมูลถึงแต่ละ ONU เพื่อให้สามารถทราบค่า Offset ทางเวลาได้ ส่วนกระบวนการ Dynamic Bandwidth Allocation คือกระบวนการในการปรับ Bandwidth ให้เหมาะสมสำหรับแต่ละ ONU และแต่ละ Application ตาม criteria ที่ต้องการ
มาตรฐานของ PON
PON มีมาตรฐานแบ่งเป็นสองค่ายด้วยกันได้แก่ทางฝั่ง ITU และ ฝั่ง IEEE โดยทางฝั่ง ITU มีผู้พัฒนามาตรฐานหลักคือทางกลุ่ม FSAN มาตรฐานในกลุ่มนี้ได้แก่ APON, BPON, GPON และ 10G-PON หรือ XG-PON ในอนาคต ส่วนทางฝั่ง IEEE มีมาตรฐานได้แก่ GEPON และ 10G-EPON ซึ่งเพิ่งจะ finalize ไปเมื่อปลายปี 2009 ในอนาคตอาจจะมีมาตรฐานของ PON ในส่วนอื่นๆ เช่น WDM-PON เป็นต้น
ข้อมูลทางการตลาดของ PON
PON Deployment ส่วนใหญ่ในโลกมากกว่า 60% อยู่ในภูมิภาค Asia โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และจีน โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเทคโนโลยี GEPON ส่วน Deployment ในภูมิภาคยุโรป และ อเมริกา จะเป็น GPON บริการของ PON มักจะอยู่ในลักษณะ Triple Play คือให้บริการ Voice, Data และ Video ไปพร้อมๆกัน โดย Video จะเป็น IPTV โดยการต่อสาย LAN จาก ONU ไปเข้า Set Top Box และต่อจาก Set Top Box ไปเข้า TV โดยอาจจะเป็น Interface Audio/Video หรือ HDMI ขึ้นอยู่กับความละเอียดที่ให้บริการ
ส่วนอัตราความเร็วของ GPON ในปัจจุบันก็จะมี Downstream อยู่ที่ 2.5 Gbps และ Upstream อยู่ที่ 1.25 Gpbs ในขณะที่ อัตราความเร็วของ GEPON จะมี Downstream และ Upstream อยู่ที่ 1 Gbps โดยประมาณ
WiMAX Update
March 3rd, 2010
อ่านสรุปของ Infonetics ได้ความว่า WiMAX มีการเติบโตขึ้นพอสมควรในปี 2009 โดยจำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้น 75% ตอนนี้มีผู้ใช้ทั่วโลก 6.8 ล้านคน ยี่ห้อที่มี Market Share ของ Equipment กับ Device รวมกันเป็นอันดับหนึ่งคือ Motolora ที่สองตามมาติดๆคือ Alvarion ส่วน Huawei มีอัตราการเติบโตสูงมากที่สุด ปัจจุบันเป็นมาตรฐาน 802.16e ในอนาคตอันใกล้จะเป็นมาตรฐาน 802.16m ผู้ให้บริการรายใหญ่ๆได้แก่ Clearwire ใน US, Yota ใน Russia, UQ ใน Japan ส่วน Vendor ที่ทำ WiMAX ได้แก่ Airspan, Alcatel-Lucent, Alvarion, Aperto, Aviat, Cisco, GreenPacket, HTC, Huawei, Motorola, NEC, Nokia Siemens, POSDATA, Proxim, Redline, RuggedCom, Samsung, Tellabs, Vecima, ZTE, ZyXEL
Wavelength Bands According to ITU
January 26th, 2010
Optical Wavelength Bands ที่กำหนดโดย ITU-T พร้อมความหมายของตัวย่อ
Band Range (nanometres)
O (Original) 1260-1360
E (Extended) 1360-1460
S (Short Wavelength) 1460-1530
C (Conventional) 1530-1565
L (Long Wavelength) 1565-1625
U (Ultra-long wavelength) 1625-1675
ส่วน amplifier แบบที่เป็น Rare Earth ที่ใช้ก็จะมี Erbium, Thulium และ Praseodymium โดย Erbium จะทำงานในย่าน C+L Band, Thulium ขยายได้ในย่าน S Band และ Praseodymium ขยายได้ในย่าน O Band ย่าน E Band ยังไม่เห็นมีการพูดถึง
EDFA (ใช้ Erbium), TDFA (ใช้ Thulium), PDFA (ใช้ Praseodymium)
Something I wrote for my company
January 25th, 2010
| Network Planning and Optimization | Good planning is key to successes in everything. We provide, among others, Access Network, Transport Network, IP/MPLS and Ethernet Network Planning and Optimization tools |
| Multi Service Access Equipment | Providing widest range of equipment, Media Converter, Fiber Optical Multiplexer, Interface Converter, xDSL Modem, PCM, Compact SDH platforms, SFP Modules, etc. |
| Broadband Connectivity | Bridge the gap between the high speed core networks and powerful computing platform with our MSAN, FTTX and BPL solutions |
| Wireless Connectivity | Access your valuable information any time any where using WiFi, Mesh and WiMAX technologies |
| Optical Transport | One of our core expertises for more than 13 years with solutions covering PDH, SDH, ASON, CWDM, DWDM and the recent Optical Packet Platform |
| Microwave Radio | Variety of Microwave equipment including Fully Indoor Type, Split Type, PDH, SDH and Ethernet Radio Systems provides a full range of applications, capaciites and frequency bands |
| Next Generation Networks | Partnering with the world leading Softswitch and IMS solutions suppliers, we enable telecom operators migrating into Next Generation Networks successfully |
| Security | With our comprehensive Security Solutions, your access network protection, core network protection and application protection will be protected from constantly changing threats |
| Operation Support System | Enabling our customers to be in control with a full suite of OSS solutions including Inventory Management, Cross Domain Fault & Performance Management, Root Cause Analysis and Remote Fiber Management |
| Business Applications | Our solutions span across multiple applications domain such as ITS (Intelligent Traffic System), ERP (Enterprise Resource Planning) and Billing |
| RFID Technology | Applying RFID technology to Logistics, Transportation and Asset Management with our experienced and reliable RFID hardware and software solutions |
| Professional Services | Providing complete end-to-end services including planning, design, installation, commissioning, training and maintenance with the highest quality is our mission. |
My IEEE Published Paper
December 30th, 2009
Access Point Card with EVDO Uplink
November 4th, 2009
ลองเช็คบริการของ Verizon Wireless ดูเห็นมี Access Point ที่อยู่ในรูปของ Credit Card พร้อมทั้งมี Uplink Connection เป็น EVDO rev.A ให้ speed ประมาณ 1.4Mbps downlink ฝั่ง WiFi รองรับได้ 5 users มี security พอน่าืเชื่อถือได้ เห็นแล้วก็คิดว่า CAT น่าเอาเ้ข้ามาขายบ้างจัง

หรือต่อไปพอมี 3G ผมว่าอุปกรณ์แบบนี้น่าจะเป็นที่ต้องการของใครหลายๆคนเพราะสะดวกมาก ไปที่ไหนก็เข้า internet ได้สะดวกเหมือนมี WiFi แบบพกไปมา speed ก็ OK Battery รู้สึกจะอยู่ได้ประมาณ 4 ชั่วโมง
New DWDM/CWDM Equipment Features
August 23rd, 2009
อุปกรณ์พวก DWDM/CWDM ใหม่ๆ มักจะเน้นขนาดเล็กประมาณ 2U มีความเป็น modular สูง เพื่อให้ initial investment ต่ำ scale ได้ง่าย features ที่สำคัญๆ เช่น รองรับ Ethernet grooming และ/หรือ Ethernet Switching รองรับ Ethernet Protection Ring Switching ที่ sub-50ms โดยถ้าทำตามมาตรฐาน ITU-T ก็จะเป็นเบอร์ G.8032 นอกจากนี้ในบางยี่ห้อก็จะมีการ์ดที่เป็นพวก Muxponder ที่รองรับหลาย protocol เช่น GE, FC, SDH, SDI โดยใช้ software config เอา การ์ด Muxponder พวกนี้บางยี่ห้อจะมี 2 Line Ports ทำให้สามารถทำ protection ในลักษณะคล้ายๆ SNCP ได้ ทำให้มีประโยชน์มากเพราะสะดวกในการใช้งานในโครงข่ายที่เชื่อมต่อเป็น Ring หรือ Chain และทำให้ไม่เปลือง slot ด้วย Line Port บน Muxponder การ์ด นั้นควรจะสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ framing แบบไหนระหว่าง STM-64 หรือ OTU-2 (ในกรณี 10G Muxponder)
Features อื่นที่ถือเป็นมาตรฐานที่ควรจะรองรับได้ ก็คือ รองรับ Carrier Ethernet 802.3ah, MEF9, MEF14 สามารถ Monitor Ethernet Performance ได้พอสมควร และ รองรับ ROADM โดยอย่างน้อยก็น่าจะ drop ได้สัก 8 channels ROADM เริ่มต้นก็จะเป็น 2 degree แต่ถ้าสามารถรองรับ Multi-degree ได้ด้วยก็จะดี
RSS

